“ต้องเตรียมพร้อมไม่ปล่อยให้เกิดเหตุแล้ว เข้าไปฟื้นฟู ไม่ได้มองโลกสวย แต่ให้มองด้วยความไม่ประมาท การที่เราลุกขึ้นไปสู้กันบนต้นน้ำคือการการสร้างต้นแบบ ต้นแบบเล็กๆ ก็จะลุกลามไป” ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสภาสถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวในงาน “เครือข่ายจุฬาฯ ฝ่าพิบัติ : ฟื้นป่าน่าน สืบสานพระราชปณิธาน”
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 เครือข่ายจุฬาฯ ฝ่าพิบัติ Chula DSN โดยมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักการประกอบการทางสังคม สถาบันอาศรมศิลป์ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ชุมชนชาวม้ง และเครือข่ายกสิกรรมธรรมาชาติ เข้าร่วมจัดงาน “เครือข่ายจุฬาฯ ฝ่าพิบัติ : ฟื้นป่าน่าน สืบสานพระราชปณิธาน” และ “ตลาดคุณค่า” ตลาดแห่งอนาคต ปลดคาร์บอนเป็นศูนย์: ฟอรั่มของผืนป่า ภูมิปัญญาหุ้นส่วนสังคม (NetZero, Marketing of the Future : SPHERE Wisdom of the Forest Forum) ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารคุณค่าของ “ป่า ดิน น้ำ” ที่กำลังฟื้นคืนชีวิต โดยมีชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ที่ลุกขึ้นมาร่วมมือกันปกป้องผืนภูเขา จ.น่าน ไม่ว่าจะเ็นชุมชนชาวม้ง จากขุนสถาน จ.น่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน และศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรชาติชุมชนต้นน้ำน่าน จนทำให้ในวันนี้เริ่มมีโมเดลต้่นแบบที่จะรอดไปด้วยกันได้
“การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายครั้งของโลกก็เกิดจากคนไม่กี่คน แต่เป็นคนที่สำคัญมองเห็นจากระยะไกล เป็นกลุ่มคนส่วนน้อย เส้นทางการเรียนรู้ของเราผ่านมาอย่างยากลำบาก เมื่อวันนี้เป็นต้นแบบ มีผลลัพธ์ให้ดูแล้ว เส้นทางก็่ย่นย่อได้ ไม่ต้องมาเจ็บปวดซ้ำอีก ดังนั้นเมื่อได้ขั้นตอนแล้วก็ตัดตอนไปสู่ความสำเร็จได้เลย” รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
“SDGs ข้อที่ 17 ขององค์การสหประชาชาติ กำหนดไว้คือ Partnerships for the Goals พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสไว้แล้วว่า สามัคคีคือพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย เมื่อคนเมืองไม่ทิ้งคนดอยไว้ข้างหลัง และคนดอยก็คิดถึงคนเมือง เราก็จะจับมือกันไป รอดไปด้วยกันได้” ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร
นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอ “ตลาดคุณค่า” ผลผลิตจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่งมีชุมชนผู้ผลิตมาพบกับผู้บริโภคโดยตรง เป็นผลผลิตที่มาการการรักษาป่าของ “เกษตรกักตะกอนดิน” จ.น่าน และผลผลิตจากแปลงกสิกรรมธรรมชาติ
ขอบคุณภาพจาก Climate Action
#ฟื้นป่าน่าน #ChulaDSN #seอาศรมศิลป์ #เกษตรกักตะกอนดิน











